หินสี โอปอล OPAL
โอปอล เป็นหินรัตนชาติชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเล่นแสงไม่เหมือนใคร โดยเหลือบสีสีเดียวแต่หลายโทนหรือหลายๆสีภายในก้อนเดียว การเล่นแสงเช่นนี้เรียกว่า โอปอลเลสเซนต์(Opalescence)
ตระกูลแร่ โอปอล เป็นแร่ซิลิก้าชนิดหนึ่งที่ไ
ม่มีโครงสร้างผลึก โครงสร้างผลึกไม่ชัดเจน ดังนั้นบางตำราจึงไม่จัดโอปอลเป็นแร่ แต่จัดเป็นสารอสัณฐาน(Amorphous material) หรือกึ่งแร่ (Mineraloid) โอปอลมีน้ำอยู่ในโครงสร้าง มีสูตรเคมีเป็น SiO2nH2O อักษร “n” หมายถึงปริมาณน้ำในส่วนประกอบ โดยทั่วไปโอปอลมีน้ำประมาณร้อยละ 3 ถึง 10 โดยน้ำหนัก แต่บางครั้งอาจมากถึงร้อยละ 20
คุณสมบัติทั่วไป
อันดับ ความแข็ง 5.5-6.5 โมห์สเกล ค่าดัชนีหักเห 1.45 ค่าความถ่วงจำเพาะ 2.2
คุณสมบัติเฉพาะตัว
สาเหตุ การเหลือบแสงสีต่างๆ ของโอปอลมาจากอนุภาคซิลิก้าที่จับตัวกันเป็นเม็ดกลมเล็กๆ แต่แทนที่จะเป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างในโครงสร้างแร่ทั่วไป เมื่อแสงเข้าไปกระทบกับเม็ดซิลิก้า เกิดการสะท้อนและหักเหจากผิวโค้งของเม็ดซิลิก้าเม็ดหนึ่งไปยังอีกเม็ดหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปเป็นทอดๆจนเข้าสู่ตาเรา การสะท้อนและการหักเหของแสงนี้ ทำให้ช่วงสีบางช่วงของแสง ถูกดูดกลืนไว้ ช่วงสีที่ไม่ถูกดูดกลืนก็จะผ่านออกมา เช่น ถ้าช่วงแสงสีเหลือง-ส้ม-แดง ถูกดูดกลืนไว้ เราก็จะมองเห็นสีเขียว-เหลือง-น้ำเงิน แต่ละทิศทางที่มองเห็นก็จะเห็นความเข้มของแต่ละสีต่างกัน การดูดกลืนสีขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดซิลิก้า เม็ดขนาดเล็กจะดูดกลืนแสงช่วงคลื่นยาว จึงออกเป็นเหลือบแสงสีเหลือง-ส้ม-แดง ถ้าเม็ดซิลิก้าใหญ่ขึ้นจะให้เหลือบแสงสีเขียว-เหลือง-น้ำเงิน มากขึ้นตามขนาดเม็ดซิลิก้า โอปอลที่ไม่เล่นแสงเรียกว่า โอปอลธรรมดา (Common Opal) เป็นโอปอลที่พบโดยทั่วไป เนื้อโอปอลคล้ายวุ้นหรือไข มีหลายชนิดหลายสี เช่น ไฮยาไลต์ (Hyalite) เป็นโอปอลที่ใสไม่มีสีคล้ายแก้ว โอปอลสีน้ำนม (Milky Opal) โอปอลสีน้ำตาล (Brown Opal) โอปอลไฟ (Fire Opal)
ความเชื่อ
โอปอ ลเป็นพลอยแห่งมิตรภาพ เพิ่มเสน่ห์ให้แก่ผู้ส่วมใส่ และโอปอลยังจัดเป็นอัญมณีประจำเดือนตุลาคม
การดูแลรักษา
โอปอ ลเป็นอัญมณีที่ค่อนข้างเปราะบาง ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ไม่ควรวางโอปอลไว้ในที่ร้อนและแสงสว่างจ้า เช่นในตู้อบ หรือตากแดดนานเกินไป เพราะอาจทำให้โอปอลร้าว เนื่องจากโอปอลมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง ร้อยละ 4-9 ความร้อนทำให้น้ำระเหย เนื้อโอปอลจะแห้งและแตก อีกประการหนึ่งคือโอปอลค่อนข้างอ่อน ต้องระมัดระวังการถูกขีดข่วนเป็นรอย จะสังเกตได้ว่าในตู้ที่โชว์โอปอลจะมีแก้วน้ำวางอยู่ด้วย เพื่อไม่ให้อากาศแห้งเกินไป
การปรับปรุงคุณภาพเพชร
การ ปรับปรุงคุณภาพของโอปอลเพื่อเพิ่มความเข้มของสีพื้นและการเล่นแสงหรือเพื่อ เพิ่มความแข็ง มีหลายวิธี เช่น การอบ การต้ม การแต้มสี การย้อม และการอุดด้วยเรซิน ขี้ผึ้งหรือน้ำมัน นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มมูลค่าของโอปอลด้วยการประกอบโอปอลให้ดูชิ้นใหญ่ขึ้น เรียกว่าโอปอลปะ มี 3 แบบ คือ โอปอลปะสองชั้น (Doublet) โอปอลปะสามชั้นหรือโอปอลปะกบ (Triplet Opal) และโอปอลต่อชิ้นหรือโอปอลโมเสด(Mosaic Opal)
การสังเคราะห์
โอปอ ลสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นโอปอลสีขาว เพราะการสังเคราะห์โอปอลสีดำยุ่งยากซับซ้อน และมีต้นทุนการผลิตสูง การสังเคราะห์โอปอลจะใช้กรรมวิธีเดียวกับการเกิดโอปอ ลตามธรรมชาติ คือใช้ซิลิก้าจับตัวกันเป็นเม็ดกลมๆ แล้วปล่อยให้เม็ดซิลิก้าตกตะกอนเป็นชั้นๆเช่นเดียวกับโอปอลธรรมชาติ ดังนั้นคุณสมบัติโอปอลสังเคราะห์กับโอปอลธรรมชาติจึงเหมือนกัน แต่การสังเคราะห์จะใช้เวลานานและมีความยุ่งยาก จึงมีการคิดค้นวิธีการสังเคราะห์โอปอลอีกวิธีหนึ่ง คือการอุดวุ้นซิลิก้าให้เรียงเป็นชั้น แทนที่จะปล่อยให้ตกตะกอนเอง เพื่อร่นระยะเวลาการเกิด
วิธีการตรวจสอบ
โอปอ ลบางแหล่งเรืองแสงเมื่อกระทบกับแสงรังสีเหนือม่วงทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว โดยเรืองแสงสีขาวหรือสีเหลืองอย่างชัดเจน ด้วยคุณสมบัตินี้ จึงนำมาใช้แยกโอปอลที่ปะปนกับหินได้อย่างง่ายดาย โดยการส่องไฟรังสีเหนือม่วง โดยทั่วไปแล้วโอปอลสังเคราะห์จะมีเนื้ออ่อนกว่า และเบากว่าโอปอลธรรมชาติเล็กน้อย การจำแนกโอปอลต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายหลายสิบเท่า สังเกตที่ผิวของโอปอลสังเคราะห์จะมีผิวลายคล้ายตุ๊กแก(Lizard skin) ซึ่งในโอปอลธรรมชาติจะไม่มี ส่วนโอปอลเทียมที่ทำจากพลาสติกจะมีค่าความถ่วงจำเพาะ 2.0 ซึ่งเบากว่าโอปอลธรรมชาติที่มีค่าความถ่วงจำเพาะ 2.2
โอปอล เป็นรัตนชาติ อีกชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยม มานาน ในที่นี้จะหมายถึง โอปอลมีค่า (Precious opal) แหล่งโอปอล ที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น
ลักษณะเด่นพิเศษของโอปอล คือ มีการเกิดสีหลากหลาย ในตัว มีการเล่นสี (Play of colors) เป็นประกายรุ้ง เมื่อพลิกหมุนไปมา ในทิศทางต่างๆ กัน มีการเหลือบ เล่นแสง (opalescence) คือ มีสีขาวออกสีน้ำนม หรือเหลือบเหมือน เปลือกมุก
ราคาของโอปอล จึงขึ้นกับความสวยงาม ของการเล่นสี ความโปร่ง ขนาด รูปแบบของสี ที่เกิดร่วมกัน และฝีมือของการเจียระไน
ใน ที่นี้จะแบ่งชนิดโอปอล ออกตามคุณภาพราคา และความนิยม ดังนี้
1. โอปอลดำ (Black opal) จัดเป็นโอปอลที่หายาก และมีราคาแพง
มี ลักษณะกึ่งโปร่งแสง ถึงทึบแสง มีประกายไฟ สวยงาม มีลักษณะสีเนื้อแร่ ในตัวเองเป็นสีดำ หรือเทาดำ หรือสีอื่นๆ ที่ค่อนข้างมืดเข้ม เช่น น้ำเงินเข้ม เขียวเข้ม – ดำ น้ำตาลเข้ม – ดำ เป็นต้น ซึ่งลักษณะสีเนื้อแร ่ที่ค่อนข้างมืดนี้ จะทำให้ประกายสี ที่หลากหลาย ของโอปอลนั้น มีความสวยสดใส เด่นชัดมากขึ้น
2. โอปอลเม็กซิกัน (Mexican opal) เป็นโอปอล ที่มีลักษณะ กึ่งโปร่งแสง – โปร่งใส มีลักษณะสี เนื้อแร่ต่างๆ เช่น ใสไม่มีสี เหลือง ส้ม น้ำตาล และแดง เป็นต้น ถึงแม้จะเรียกว่า โอปอลเม็กซิกัน ก็มิได้หมายความว่า เป็นโอปอล ที่มาจากเม็กซิโก เลยทีเดียว อาจจะมาจาก ออสเตรเลีย หรือที่อื่นๆ ในโอปอลชนิดนี้ อาจจะจัดแบ่งได้อีก เช่น โอปอลน้ำ (Water opal) หรือ โอปอลเยลลี่ (Jelly opal) เป็นโอปอลที่ใสไม่มีสี มีไฟสวยงาม โอปอลไฟ (Fire opal) เป็นโอปอลที่โปร่งแสง – โปร่งใส มีไฟ มีสีเนื้อแร่สีแดง สีส้ม
3. โอปอลขาว ( White opal ) เป็น โอปอลที่กึ่ง โปร่งแสง – ทึบแสง มีสีเนื้อแร่สีขาว มีสีต่างๆ สวยงาม แต่ไม่เด่นชัด เท่ากับในโอปอลดำ และโอปอลชนิดอื่นๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ที่มาจาก
http://www.stonelover.com
Related posts:
No related posts.